บทความ / สกู๊ปพิเศษ เนื่องในวันสำคัญทางวัฒนธรรม
ถวายพระพรชัย ๘๖ พรรษา องค์อัครศิลปิน




        ครั้นถึงวันที่ ๕ ธันวาคม เวียนมาบรรจบในทุกปี เหล่าพสกนิกรชาวไทยทั่วทั้งผอง ล้วนปลื้ม ปิติกันทั่วหน้า โดยเฉพาะเมื่อได้รับทราบข่าวดีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อหลวงของแผ่นดิน ผู้เป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของทุกคน ทรงมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง และจะเป็นข่าวที่ดีที่สุดในรอบปีถ้าพระองค์ทรงหายจากอาการพระประชวรซึ่งสาเหตุหลักมาจากการตรากตรำพระวรกาย ในการทรงงานเพื่อสร้างความผาสุกให้แก่พสกนิกรชาวไทย

        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์น (Mount Auburn) เมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) รัฐแมสสาชูเซตต์ (Massachusetts) สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐ เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล(รัชกาลที่ ๘) ตามลำดับ

        นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันประเสริฐยิ่งแก่ประชาชนชาวไทย ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประชาชนของพระองค์มาโดยตลอด พระองค์ทรงตรากตรำพระวรกาย ทรงงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับพสกนิกร ก่อเกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายทั่วประเทศ ช่วยให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและพบกับความสุขที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การเกษตร การสาธารณสุข สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การคมนาคม การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบบชลประทาน การทำนุบำรุงศาสนาทุกศาสนา และอีกมากมายที่นำพาความเจริญให้กับประเทศไทย

        ในงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติก็เช่นกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบ พระราชกรณียกิจ และทรงมีพระราชดำริ ที่แสดงความห่วงใยในศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างสม่ำเสมอ ดังเช่นที่พระองค์ทรงมีพระบรมราโชวาท แก่คณะนาฏศิลป์จากกรมศิลปากร ซึ่งจะเดินทางไปเผยแพร่ศิลปะและวัฒนธรรมไทย ณ ประเทศออสเตรเลียวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ ความตอนหนึ่ง ดังนี้

        “คำว่า วัฒนธรรม นี่ จะแปลว่าอะไรก็แล้วแต่จะตีความ ความจริงแปลว่า ความเจริญความก้าวหน้า แต่วัฒนธรรมในที่นี้ก็คงจะบ่งถึงว่า มีความเจริญมาช้านาน ไม่ใช่ว่ามีความเจริญก้าวหน้า แต่มีความเจริญมาเป็นเวลาช้านาน ต่อเนื่องมาและจนกระทั่งฝังอยู่ในสายเลือด แต่ถ้าเราไปแสดงตนว่ามีวัฒนธรรม ว่ามีฝีมือ เท่านั้นเองก็ไม่พอ ต้องแสดงว่าวัฒนธรรมของเราอยู่ในเลือดวัฒนธรรม ไทยมีความอ่อนโยน ก็ต้องเป็นคนอ่อนโยนทั้งในเวลาที่มาแสดง ทั้งนอกเวลาแสดง วัฒนธรรมหมายถึงว่าเป็นคนที่มีความคิดสูงด้วย อย่างเราบอกว่าคนนี้มีวัฒนธรรมหรือคนที่ไม่มีวัฒนธรรม หมายความว่าคนนี้หยาบคายหรือคนนี้อ่อนโยน มีความ สุภาพเรียบร้อย ก็แสดงความสุภาพเหมือนกัน ให้เห็นว่าความสุภาพอ่อนโยนนั้น อยู่ในเลือดของคนไทย” (ประมวลพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทฯ . ๒๕๑๓ : ๑๒๗)

        จะเห็นได้ว่าพระราชดำริและพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ ศิลป วัฒนธรรม ที่ได้ทรงบำเพ็ญมานับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์จวบจนทุกวันนี้นั้นมีอยู่มากมาย พระราชกรณียกิจที่ทรงกระทำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนไทยเกิดค่านิยม ความสำนึก ในการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริ เช่น การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และที่สำคัญยิ่งคือ การทรงเป็นต้นแบบ เป็นแบบอย่าง และทรงศึกษาค้นคว้าจนรู้แจ้งในพระราชกรณียกิจต่างๆ รวมทั้งทรงห่วงใยให้มีการอนุรักษ์และสืบทอด ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ทัศนศิลป์ นาฏศิลป์ การดนตรีและศิลปะแขนงต่างๆ เช่น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยภาพยนตร์ส่วนพระองค์บันทึกภาพยนตร์เกี่ยวกับการฟ้อนรำแบบไทยไว้เพื่อเป็นแบบแผนแก่อนุชนรุ่นหลัง

        พระราชกรณียกิจและแนวพระราชดำริในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมที่กล่าวมานี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ทรงบำเพ็ญในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงมีพระอัจฉริยภาพและสร้างสรรค์งานศิลปะแขนงต่างๆ ไว้อย่างมากมาย ซึ่งคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” แด่พระองค์ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานพระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๙

        พระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศ” หรือ “ผู้เป็นใหญ่ในศิลปิน” พระองค์ทรงเป็นเลิศในศิลปะทั้งมวล ทรงได้รับการยกย่องสดุดีพระเกียรติคุณทั้ง จากพสกนิกรและศิลปินทั่วโลกในพระปรีชาสามารถอย่างหาที่เปรียบมิได้ ทรงเป็นปราชญ์ในศิลปะหลายสาขา อาทิ

        ด้านดุริยางคศิลป์ ทรงพระปรีชาสามารถในการทรงเครื่องดนตรีหลายชนิดโดยมีเครื่องดนตรีที่โปรดปรานเช่น แซกโซโฟน คลาริเน็ต และทรัมเป็ต โดยพระองค์ท่านได้ทรงดนตรีกับนักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากมาย อาทิ เบนนี่ กู๊ดแมน (Benny Goodman) ยอดนักคลาริเน็ตชื่อก้องโลก หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) นักเป่าทรัมเป็ต ฯลฯ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ถึง ๔๘ เพลง ซึ่งเป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งเนื้อร้องและทำนอง จำนวน ๗ เพลง โดยบรรเลงในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในแนวแจซซ์ คลาสสิก เพลงสมัยนิยม บทเพลงขับร้อง เป็นต้น

        ด้านประติมากรรม ประติมากรรมฝีพระหัตถ์เป็นประติมากรรมลอยตัว ได้แก่ รูปปั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระกำลังแผ่นหรือพระสมเด็จจิตรลดา การสร้างพระพุทธนวราชบพิตร เพื่อพระราชทานไปประดิษฐาน ณ จังหวัดต่างๆ ทั่วพระราชอาณาจักร

        ด้านจิตรกรรม ตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ ถึง ๒๕๑๐ มีผลงานด้านจิตรกรรมถึง ๑๖๗ ภาพ ทรงสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไว้หลายด้าน ทั้ง ภาพเหมือนจริง(Portrait) เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์(expressionism) ภาพแบบคิวบิสม์(Cubism) ภาพนามธรรม(abstractionism) และภาพกึ่งนามธรรม (Semi-abstractionism)

        ด้านการถ่ายภาพ ทรงถ่ายภาพมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงฝึกฝนด้วยพระองค์เองจนทรงเป็นนักถ่ายภาพที่ทรงพระปรีชาสามารถยิ่ง ทรงคิดค้นหาเทคนิคใหม่ๆ ในการถ่ายภาพอยู่เสมอ เช่น ภาพสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ และที่สำคัญภาพถ่ายสถานที่ที่พระองค์เสด็จไปทรงงานในท้องถิ่นทุรกันดานต่างๆ เพื่อนำมาประกอบพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนา จนเกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ เป็นต้น